Alienum phaedrum torquatos nec eu, vis detraxit periculis ex, nihil expetendis in mei. Mei an pericula euripidis, hinc partem.
 

เหตุใดมนุษย์จึงขนไม่เยอะเหมือนลิง

เหตุใดมนุษย์จึงขนไม่เยอะเหมือนลิง

คนหลายคนอาจบ่นเบื่อในเรือนร่างของตน พร้อมกับรำพึงว่า

“เหตุใดหนอ ฉันถึงขนดกขนาดนี้?”

นี่เป็นสาเหตุให้หลายคนยอมจ่ายเงินไม่น้อยเพื่อใช้เลเซอร์กำจัดขนบนร่างกาย แว็กซ์ขนบนใบหน้าและเรียวขา

แต่เหล่านักวิทยาศาสตร์กลับสงสัยไปคนละทาง ว่า “เหตุใดมนุษย์เราจึงเป็นลิงชนิดเดียวที่มีขนไม่เยอะ”

ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนจากการที่มนุษย์เราไม่มีขนบริเวณฝ่ามือและข้อมือคือการทำให้ใช้งานเครื่องมือต่างๆได้ถนัด แต่คำถามที่ยังอยู่คือแล้วขนตามตัวล่ะหายไปไหน?

นักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งสมมุติฐานไว้มากมายเพื่อตอบคำถามนี้

แนวคิดที่นักวิทยาศาสตร์ เชื่อกันมาก คือ ในสมัยที่บรรพบุรุษของมนุษย์เราในแอฟริกาย้ายจากป่ามาอาศัยในทุ่งหญ้า เมื่อต้องล่าสัตว์ในตอนกลางวันซึ่งมีอากาศร้อนและแดดจัด ร่างกายจึงปรับตัวโดยการเพิ่มต่อมเหงื่อใต้ผิวหนังและลดการสร้างขนที่ผิวหนังลงเพื่อให้ร่างกายระบายความร้อนได้เร็วขึ้น ประกอบกับการที่พวกเขารู้จักการใช้ไฟและผลิตเครื่องนุ่งห่มซึ่งช่วยให้ร่างกายอบอุ่นได้ในเวลากลางคืน ขนบนผิวกายจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป

นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังมีแนวคิดว่า เมื่อไม่มีเส้นขนตามร่างกายก็ช่วยลดปัญหาสุขภาพจากปรสิตต่างๆได้ ส่วนผมบนศีรษะนั้นช่วยป้องกันแสงอาทิตย์

อีกสมมุติฐานที่น่าสนใจคือ การที่เราสูญเสียขนบนใบหน้าและผิวช่วยให้มนุษย์สื่อสารทางอารมณ์ได้ดีขึ้น ดวงตาของมนุษย์มีเซลล์รับสีถึง 3 ชนิดซึ่งมากกว่าลิงชนิดอื่นๆ แม้การรับรู้เฉดสีได้มากขึ้นจะไม่จำเป็นสำหรับการล่าสัตว์เพื่อหาอาหารนัก แต่อาจจำเป็นสำหรับการสื่อสารทางสังคมเพื่อสังเกตอารมณ์จากการเปลี่ยนแปลงสีบนผิวหน้า หรือลักษณะทางสุขภาพ เช่น อารมณ์โกรธจะทำให้หน้าแดง ทารกที่มีผิวอมเขียวเล็กน้อยอาจบ่งบอกถึงความเจ็บป่วย  เป็นต้น

แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยเมื่อปี ค.ศ. 2006 ในวารสาร Biology Letters ว่าลิงบางชนิดที่ไม่มีขนบนใบหน้าและบริเวณก้น มีเซลล์รับสีในดวงตาถึง 3 ชนิดเหมือนกับมนุษย์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าใบหน้าที่ไร้ขนและความสามารถในการเห็นเฉดสีที่หลากหลายนั้นมีแนวโน้มพัฒนาไปด้วยกัน

แม้ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์จะไม่ทราบถึงสาเหตุที่ชัดเจนของการไร้ขนในมนุษย์ แต่นักชีววิทยาเริ่มเข้าใจกลไกทางกายภาพที่ทำให้มนุษย์เป็นลิงที่เปลือยเปล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Cell Report เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ. 2018ได้ช่วยเผยความลับในระดับโมเลกุลและพันธุกรรมออกมา

ทีมนักวิจัยนำโดย Sarah Millar พร้อมศาสตราจารย์แพทย์ผิวหนังจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียกล่าวว่า“นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายเชิงลึกได้ว่าทำไมเส้นขนจึงปรากฏแตกต่างกันตามแต่บริเวณในร่างกาย เรามีผมยาวอยู่เฉพาะบนหนังศีรษะและขนสั้นๆในร่างกายหลายแห่ง แต่เรากลับไม่มีขนบนฝ่ามือใต้ข้อมือและฝ่าเท้าของเราเลย”

ผิวหนังฝ่าเท้าของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิดนั้นไม่มีขน แต่ฝ่าเท้าของหมีขั้วโลกและกระต่ายกลับถูกปกคลุมไปด้วยขน นักวิจัยได้ศึกษากระต่ายจนพบว่าพวกมันมีโปรตีนชื่อ Dkk2 อยู่ในระดับต่ำ ทำให้นักวิจัยตั้งสมมติฐานว่า Dkk2 อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโตของขน

ทีมวิจัยจึงศึกษาหนูปกติซึ่งไม่มีขนที่ฝ่าเท้าเปรียบเทียบกับหนูกลายพันธุ์ที่ไม่สามารถสร้างโปรตีนDkk2ได้ ทำให้พวกมันมีขนงอกบนผิวหนังบริเวณฝ่าเท้าเช่นเดียวกับกระต่าย ซึ่งบ่งชี้ว่าโปรตีนDkk2มีบทบาทในการยับยั้งการงอกของขนบริเวณฝ่าเท้าได้โดยโปรตีนนี้อาจปิดกั้นการส่งสัญญาณในระดับเซลล์ที่ควบคุมการเจริญเติบโตของเส้นขน

แม้การศึกษาเรื่องขนจะฟังดูไม่มีประโยชน์ แต่การศึกษาต่อยอดในด้านนี้อย่างลึกซึ้งอาจนำไปสู่การรักษาโรคผิวหนังบางชนิดเช่น โรคสะเก็ดเงิน และโรคด่างขาว หรือช่วยลดผมร่วงที่เป็นสาเหตุให้หัวล้านได้

ผู้ชายหลายคนหากได้ยินแบบนี้อาจคิดว่ามันช่างเป็นงานวิจัยที่เป็นประโยชน์เสียจริงๆ

บทความโดย  อาจวรงค์  จันทมาศ

อ้างอิง

.https://www.smithsonianmag.com/science-nature/why-did-humans-evolve-lose-fur-180970980/?fbclid=IwAR1Qh3KBpzGizcJu0P6cAdEGRhYG1eEt7chLHCy5DTGBmGH-UviKvS9K8Eo

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC1618887/

https://www.cell.com/cell-reports/pdf/S2211-1247(18)31763-7.pdf

 

Date

กุมภาพันธ์ 4, 2019

Category

STEM NEWS